บทความ:“เรยา” หญิงผู้ขบถต่อค่านิยมกุลสตรีไทย


   

“เรยา” หญิงผู้ขบถต่อค่านิยมกุลสตรีไทย

อรรถพร   สารานพกุล*

บทนำ

                เมื่อกล่าวถึงประเทศไทยเป็นที่เข้าใจตรงกันว่าเป็นประเทศที่มีสังคมวิถีพุทธ เป็นสังคมที่อยู่อย่าง สงบสุข พึ่งพาอาศัยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีน้ำใจไมตรีที่ดีต่อกัน ให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน ไม่แบ่งแยกสีผิว เพศ หรือชนชั้นวรรณะ หากแต่นั่นเป็นเพียงมายาคติที่สังคมได้กำหนดกรอบขึ้น ตาม บทบาทและหน้าที่ของสังคมที่ควรจะเป็นโดยเฉพาะบทบาทหน้าที่สำคัญของเพศหญิงและเพศชายซึ่ง เป็นตัวกำหนดบทบาททางสังคมได้อย่างชัดเจนที่สุด

สายวรุณ  น้อยนิมิตร ( ๒๕๔๙ : ๑๑๓) ให้ความหมายของคำว่า  “มายาคติหมายถึงกระบวนการ สื่อความหมายที่รับรู้กันในสังคม จนกลายเป็นความเคยชินหรือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เข้าใจกันโดยทั่วไป ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ว่าภรรยาเกิดมาเพื่อจัดการภาระงานในบ้าน เลี้ยงดูบุตรและปรนนิบัติสามี ในขณะที่ สามีเป็นผู้ทำงานนอกบ้านเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในบ้าน”

จากความหมายของคำว่า “มายาคติ” ข้างต้น พบว่าเมื่อบทบาทหน้าที่ทางสังคมของเพศชาย ได้ถูก กำหนดกรอบขึ้นให้มีสภาวะที่เป็นผู้นำ เพศชายจึงมีบทบาททุกอย่างทางสังคมเหนือเพศหญิง ซึ่งถือเป็น มายาคติที่ถูกกำหนดสร้างขึ้นตามสภาวะทางสังคมที่เป็นแบบปิตาธิปไตย 

                เพศหญิง เพศที่ถูกอบรมสั่งสอนให้เรียนรู้ถึงบทบาทการเป็นหญิงที่ดีตั้งแต่การทำงานบ้าน การแต่งกาย การประพฤติปฏิบัติตัวให้อยู่ในกรอบจารีตประเพณีที่ดีงามตามที่สังคมกำหนด  ตลอดจน กระทั่งถึงเรื่องเพศ การรักษาพรหมจรรย์ไว้จนกว่าจะได้พบกับชายที่ต้องแต่งงาน ซึ่งจะต้องเป็นวัยที่ ผู้ใหญ่เห็นควรว่าเหมาะสมโดยไม่มีโอกาสได้เลือกในสิ่งที่ตนเองต้องการ เพศหญิงเป็นเพศที่ถูกมองว่า เป็นเพศที่อ่อนแอ น่าสงสาร เป็นเพศที่ต้องตกเป็นเหยื่อทางสังคมมากกว่าเพศชายเพราะ การช่วยเหลือตัวเอง ไม่ได้ของเพศหญิงจึงมักถูก มองไม่เห็นความมีตัวตนและไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ   สายวรุณ  น้อยนิมิตร    ( ๒๕๔๙ : ๑๑๓) จึงกล่าวว่า “นักสตรีนิยมบางคนสรุปว่าชายมักได้รับผลประโยชน์ทางสังคมมากกว่าหญิง”

___________________________________

*ครูภาษาไทย โรงเรียนปาล์มพัฒนวิทย์ อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล

 

สตรีนิยมคืออะไร ?

คำว่า “สตรีนิยม” (Feminism) เป็นแนวคิดที่จะต้องการเรียกร้องสิทธิ ความเสมอภาคและ เท่าเทียม กันในสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิเสรีภาพอันพึงมีพึงได้ระหว่างเพศชายและเพศหญิงที่จะต้องให้เกิดความ เท่าเทียมกันในสังคม ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง การศึกษา และวัฒนธรรม รวมไปถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีสิทธิที่จะเลือกเองได้โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจความคิดของผู้ใด อีกทั้งต้องเคารพในความแตกต่างของกันและกัน  ซึ่งสอดคล้องกับความคิดของ  สมเกียรติ วันทะนะ (๒๕๕๑ : ๑๘๓-๑๘๔) ว่า  สตรีนิยม คือ อุดมการณ์ที่พยายามส่งเสริมและยกระดับสถานภาพ และ บทบาททางสังคมของผู้หญิงไม่ให้ต่ำต้อยกว่าผู้ชาย สตรีนิยมจึงเห็นความแตกต่างระหว่างเพศหญิง-เพศชาย ของบุคคลมิได้เป็นความแตกต่างทางสรีรวิทยาตามธรรมชาติเท่านั้น หากเป็นความแตกต่างทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งมนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น

ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าในอดีตสังคมสร้างกรอบให้ผู้ชายเป็นใหญ่ เป็นผู้นำในด้านต่าง ๆ เป็น ผู้ควบคุมกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในสังคม แม้แต่กระทั่งกำหนดวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้อื่นเช่น สามีกำหนดว่า ภรรยาต้องเป็นผู้ดูแลลูก ดูแลบ้าน จนบางครั้งลืมนึกถึงความรู้สึกของเพศตรงข้ามไปโดยสิ้นเชิง หากแต่ จะมีความคิดว่าเพศหญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ ขาดซึ่งสภาวะการเป็นผู้นำ เป็นเพศที่ต้องทะนุถนอม จนกลาย เป็นการกีดกันเพศหญิงไม่ให้มีสิทธิในเรื่องต่าง ๆ เช่น ๑.เริ่มจากสมัยก่อนเพศชายมีโอกาสได้ศึกษา หาความรู้ แต่เพศหญิงไม่มีโอกาสศึกษาหาความรู้ จนทำให้อ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้  ๒. เพศชาย ปกครองและเป็นใหญ่ในบ้าน เพศหญิงจะต้องดูแลเอาใจใส่เพศชายซึ่งเป็นสามีอย่างดี  ๓. เพศชายจะมี ภรรยากี่คนก็ได้แต่เพศหญิงไม่มีสิทธิ์ที่จะมีสามีหลายคน  ๔. เพศชายสามารถเลือกภรรยาได้แต่เพศหญิง ไม่สามารถเลือกสามีเองได้ ผู้ใหญ่จะต้องเป็นผู้ดำเนินการคลุมถุงชนและเลือกให้ตามความเหมาะสม  หรือ ๕. แม้แต่ชีวิตที่เป็นอิสระทางความคิด ชีวิตที่จะเลือกเองดำเนินได้เองผู้หญิงสมัยก่อนก็ไม่สามารถจะ กระทำได้  จนทำให้บางครั้งผู้หญิงต้องถูกกดขี่ ข่มเหงทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและความคิด

ปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ยกตัวอย่างให้เห็น หากจะมองถึงวรรณกรรมที่     ตีแผ่บทบาทความแตกต่างในสิทธิเสรีภาพระหว่างเพศชายและเพศหญิง ที่จะเป็นตัวอย่าง ได้ชัดเจนอีก ตัวอย่างหนึ่งคือ วรรณกรรมเรื่อง “มงกุฎดอกส้ม” ที่มีตัวละคร “เจ้าสัว” พ่อค้าเศรษฐีจีนผู้มั่งคั่ง สามารถ มีภรรยาได้หลายคน และเจ้าสัวก็เป็นผู้มีบทบาทในการปกครองบ้าน ทั้งบ้านใหญ่ และบ้านน้อย ที่ต้อง อาศัยอยู่ในชายคาเดียวกัน โดยมีอำนาจเบ็ดเสร็จ มีสิทธิชี้เป็นชี้ตายหากคนในบ้านกระทำความผิด เช่น ฆ่าคุณนายที่สามโดยจับเธอโยนลงไปในบ่อน้ำแบบทารุณกรรม เมื่อทราบว่าเธอมีรักครั้งใหม่กับชายอื่น  เช่นเดียวกับคุณนายสี่ ที่มีอายุได้เพียง ๑๕ ปี ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกใช้ชีวิตต้องโดนส่งตัวมาจากทางเหนือ มาอยู่เป็นภรรยาคนที่สี่ของเจ้าสัว โดยที่เธอเองก็ต้องยอมทำตามความประสงค์ของครอบครัว

จากปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวทั้งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมและทั้งที่เกิดขึ้นในงานวรรณกรรม ยิ่งเป็นการ ตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่าสังคมยังไม่เปิดโอกาสให้เพศหญิงได้มีสิทธิและโอกาสที่จะเลือกในสิ่งที่ตนเองต้องการและขาดซึ่งความเสมอภาคทางสังคม ซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดของ สมเกียรติ วันทะนะ (๒๕๕๑ : ๒๐๖-๒๑๑ ) กล่าวถึง สตรีนิยมแนวเสรีนิยม (Liberal Feminism) ว่า “หัวใจของสตรีนิยมแนวนี้ คือ ความแตกต่าง ระหว่างเพศ มีความสำคัญน้อยกว่าความเสมอภาค ระหว่างเพศโดยเฉพาะความเสมอภาคในด้าน สิทธิต่างๆ ของทั้งผู้หญิงผู้ชายดังนั้นจึงไม่ควรใช้ความแตกต่างระหว่างเพศมาเป็นหลักกำหนดวิถีชีวิตการอยู่ร่วมกันในสังคม”

ดังนั้นทุกคน ทุกเพศ มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน มีสิทธิเสรีภาพในการที่จะเลือกใช้ชีวิต และมี สิทธิ์ที่จะเลือกดำเนินชีวิตของตัวเองโดยไม่ขัดแย้งกับสังคม โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงเพศสภาวะ (Gender) ซึ่งเป็นความคิด ความเชื่อ และความคาดหวังต่อพฤติกรรม บทบาท หน้าที่ตรงตามความเป็นเพศ ที่สังคม กำหนด จนบางครั้งหลงลืมและเข้าใจผิดไปว่าเป็นธรรมชาติ เช่น ผู้ชายต้องเป็นผู้นำ หากแต่เพศสภาวะจะ ถูกเปลี่ยนแปลงไปเมื่อคนในสังคมมีมุมมองทางความคิดและความเชื่อเรื่องเพศที่เปลี่ยนแปลงไป เหมือน เช่นบทบาทของ “เรยา” ตัวละครเอกในเรื่อง “ดอกส้มสีทอง” ที่มีบทบาทสำคัญและน่าสนใจ ซึ่งเป็นตัว กำหนดให้เห็นเด่นชัดว่าเพศหญิงกล้าและท้าทายค่านิยมของสังคมไทยซึ่งมีกรอบกำหนดพฤติกรรมไว้ตั้งแต่เดิม

“เรยา” คือใคร ?

                ปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ คำว่า “เรยา” เป็นคำที่ทุกกลุ่มสังคมรู้จัก   ชื่อ “เรยา” ติดหู ติดปาก ผู้ชมละคร มาจนถึงปัจจุบัน   “เรยา” เป็นตัวละครเอกที่  “ถ่ายเถา  สุจริตกุล” ได้ชุบชีวิตเธอผ่านวรรณกรรมประเภท   นวนิยาย เรื่อง “ดอกส้มสีทอง” ซึ่งเป็นภาคต่อจากเรื่อง “มงกุฎดอกส้ม” ที่ได้รับความนิยม ไม่ยิ่งหย่อนไป กว่ากัน

                “มงกุฎดอกส้ม” คือเรื่องราวของเด็กสาวชาวเหนือวัยสิบห้าที่ต้องพลิกผัน ชีวิตมาเป็นคุณนายที่สี่ แห่งตระกูลจีนผู้มั่งคั่ง ณ ริมคลองภาษีเจริญ  ชีวิตที่เหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบกลับซุกซ่อนหนามแหลม ไว้มากมาย  เมื่อเธอต้องมาเผชิญกับเมียร่วมสามีทั้งสาม วิถีชีวิตที่แปลกประหลาดและโศกนาฏกรรม ที่นำพาชีวิตเธอให้ติดอยู่ในโลกสนธยาตลอดกาล

                จากเรื่องมงกุฎดอกส้ม จะเห็นว่าผู้ประพันธ์ได้ถ่ายทอดบทบาทตัวละครเพศชาย ให้มีอำนาจ เหนือ กว่าเพศหญิงทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมจีนหรือครอบครัวคนจีนมักมีค่านิยม ยกย่องให้เพศชาย เป็นใหญ่ เป็นผู้มีอำนาจ มีสิทธิเหนือกว่าผู้หญิงเสมอ ดังคำเปรียบที่ว่า “ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็น ช้างเท้าหลัง” ดังนั้น ถ่ายเถา  สุจริตกุล จึงให้ตัวละครเจ้าสัวเชง มีความโดดเด่นสามารถ มีภรรยาได้ หลายคน เป็นผู้ปกครองดูแลบ้าน สามารถลงโทษทุกคนได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงผู้เป็นภรรยาทั้งหลายว่าจะรู้สึกอย่างไร  ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเพศชายจะเป็นผู้กำหนดว่าเพศหญิงควรมีบทบาทอย่างไร เพศชาย เช่นเจ้าสัวเชง จะเป็นผู้ กำหนดบทบาทข้อบังคับทุกอย่างและเพศหญิงที่เป็นภรรยาก็ต้องยอมจำนนต่อสิ่งที่เพศชายคิดแทนให้ เพราะสังคมเป็นกรอบให้เพศหญิงประพฤติตัวตามแบบฉบับที่สังคมวางไว้

                “ดอกส้มสีทอง”  คือ เหตุการณ์ต่อเนื่องจากเรื่องมงกุฎดอกส้ม ซึ่งเกิดจากจินตนาการของผู้เขียน เป็นเรื่องราวของหญิงสาวที่มีความทะเยอทะยานเป็นแรงผลักดัน พร้อมทั้งมีไฟริษยาเป็นตัวขับเคี่ยว ยอมแม้กระทั่งกินน้ำใต้ศอกคนอื่นเพื่อทลายข้อจำกัดของชนชั้น มุ่งหวังจะไปให้ถึงเป้าหมายที่สูงสุดเอื้อม

                ถ่ายเถา   สุจริตกุล  พลิกบทบาทความสำคัญจากบุรุษเพศมาให้ความสำคัญกับสตรีเพศ ที่มีความ มั่นใจ มีความคิดเป็นของตัวเอง กล้าทำในสิ่งที่สังคมอาจคาดไม่ถึง โดยถ่ายทอดอารมณ์ต่าง ๆ ผ่าน “เรยา” ได้อย่างลงในตัว   ซึ่ง “เรยา” มีอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่แปลกไปจากหญิง ที่ได้รับชื่อว่าเป็นผู้ที่ ควรแก่ การทะนุถนอม อ่อนแอ ขาดความมั่นใจในการการตัดสินใจ และที่สำคัญพฤติกรรม การวางตัว มีความ ขัดแย้งกับสังคมและขัดแย้งกับเพศซึ่งที่ได้รับชื่อว่าเป็นเพศที่มีความอ่อนโยนเหมือน “กุลสตรีไทย”

                ดังนั้นบทความนี้จึงเป็นการวิเคราะห์พฤติกรรมของ “เรยา”ในเรื่อง “ดอกส้มสีทอง” ของถ่ายเถา สุจริตกุล ตามแนวคิดสตรีนิยมและเพศวิถีซึ่งมีอิทธิพลต่อมายาคติที่สังคมไทยวางกรอบไว้ ว่า เพศหญิงต้องเรียบร้อยเพียบพร้อมในทุกๆด้าน หรือที่เรียกว่าต้องเป็น“กุลสตรีไทย”  แต่ทุกอย่างที่กล่าวมา ตรงกันข้ามกับตัวละครที่ ถ่ายเถา  สุจริตกุล  ถ่ายทอดผ่านตัวละคร “เรยา” โดยสิ้นเชิง อาจกล่าวได้ว่า “เรยา” หญิงที่มิใช่ กุลสตรีไทย  ซึ่งคำว่า “กุลสตรี” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๔๒ : ๑๓๕) ให้ความหมายไว้ว่า “หญิงผู้มีตระกูลและมีความประพฤติดี” โดยหากได้วิเคราะห์และศึกษาบทบาทตัวละคร “เรยา” โดยละเอียดแล้วจะพบว่ามีความขัดแย้งกับความหมายดังกล่าว โดยสิ้นเชิง ซึ่งสามารถวิเคราะห์ พฤติกรรมของ “เรยา” หญิงที่มิใช่กุลสตรีไทย ได้ดังนี้

กุลสตรีไทยกับเพศวิถี (Sexuality) ของ “เรยา”

                เพศวิถี (Sexuality) หรือการมีชีวิตทางเพศของมนุษย์ เป็นการแสดงถึงตัวตนและความพึงพอใจ ในการเลือกที่จะมีอิสระทางความคิดที่จะเลือกใช้ชีวิตคู่ซึ่งถือเป็นความพึงพอใจส่วนบุคคล โดยพบว่า “เรยา” มีรสนิยมและความคิดที่เป็นตัวของตัวเองในการที่จะใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายที่ตนเองมีสิทธิ์ที่จะเลือก แม้ว่า สิทธิ์นั้นจะเป็นสิทธิ์ต้องห้ามทางสังคมก็ตาม

                “เรยาไม่เคยปิดบังว่าหล่อนเป็นคนของสินธร แทนที่จะอับอาย เรยากลับถือว่ามีนาย หนุนหลังเป็น ปมเขื่อง….เรยาหัวสูงและหมายสูง….บุรุษที่เข้าข่ายพิจารณาของหล่อนต้องสูงส่งทั้งเกียรติและฐานะ ต้อง รูปงาม นามสกุลต้องหรู ยิ่งเป็นนามสกุลพระราชทาน เรยายิ่งสนมิฉะนั้นก็ต้องนามสกุลเศรษฐีใหม่ที่โด่งดัง ในสังคม  นัยน์ตานางฟ้าตาหวานหยาดเยิ้มเฉพาะกับเจ้านายและบุรุษที่มีคุณลักษณะต้องใจหล่อน แต่ต่อ หน้าหนุ่มที่ไม่พึงประสงค์ นัยน์ตาคู่เดียวกันจะหรี่เล็ก ชำเรืองสำรวจด้วยหางตาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่าง น่าเกลียดทำความเจ็บแค้นเข็ดขยาดให้หนุ่มไม่เจียมตัวทั้งหลายล่าถอยไป” (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ :  ๙๒ – ๙๓)

จากข้อความข้างต้นจะเห็นได้ว่า “เรยา” มีเพศวิถีที่ตนเองสามารถเลือกได้ตามที่ตนเองพึงพอใจ โดยจะยึดผลประโยชน์เป็นหลัก  จาก “กุลสตรีไทย” ในอดีตต้องเป็นเพศที่รักนวลสงวนตัว ยึดในความ ถูกต้องในการประพฤติปฏิบัติตน และการรักษาพรหมจารีถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด หากสตรีคนใดประพฤติ ผิดศีลธรรมก็จะโดนสังคมประณามและเป็นเรื่องใหญ่ที่นำความเสื่อมเสียมาสู่ครอบครัว หากแต่ “เรยา” ซึ่งแสดงออกถึงบทบาทของสตรีมิได้ปฏิบัติตามมายาคติที่สังคมไทยได้กำหนดไว้ สตรีไทยในอดีต ไม่สามารถเลือกเพศวิถีของตนเองได้ตามความพึงพอใจ  ไม่มีอิสระทางความคิดในการใช้ชีวิตคู่ เพราะมี กรอบของสังคมเป็นตัวกำหนด แต่ “เรยา” สามารถกำหนดความต้องการชีวิตทางเพศได้ ตามความ พึงพอใจ ของตนเอง โดยไม่ยึดติดกับคำว่า “กุลสตรีไทย” หรือไม่ยึดติดกับมายาคติที่สังคม ได้ตีกรอบจำกัด ความเป็น เพศสภาวะไว้  “เรยา” กล้าที่จะเลือกชายที่คิดว่าเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด โดยยึดหลักความร่ำรวย เงินทอง และเกียรติยศชื่อเสียงของเพศชายเป็นหลักมากกว่าที่จะยึดติดกับสังคมที่มองว่าเพศหญิงต้อง เป็นเพศที่ถูกตีกรอบให้เป็น “กุลสตรีไทย” ไม่สามารถเลือกคู่เองได้และมักจะโดนผู้ใหญ่ “คลุมถุงชน” เสมอ

ดังที่กล่าวแล้วว่า “กุลสตรีไทย” ในอดีตจะไม่ทำผิดศีลธรรมที่สังคมกำหนดไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคบชู้สู่ชายที่มีครอบครัวมีลูกแล้วเพราะเป็นผลมาจากมายาคติที่สังคมกำหนด แต่เพศวิถีของ “เรยา”มิได้สนใจในเรื่องเหล่านี้  “เรยา” สามารถเลือกที่มีพฤติกรรมทางเพศที่แสดงให้เห็นถึงความท้าทาย ของสังคม มีความพึงพอใจที่จะใช้ชีวิตเป็นภรรยาน้อยโดยไม่มีเงื่อนไขทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งจะพบได้จากความตอนหนึ่งว่า

“เรยารู้เพียงว่า  สินธรแต่งงานแล้ว  มีลูก  ๒  คน  เมียของเขาชื่อเด่นจันทร์ เป็นลูกสาวกำนัน เศรษฐีบ้านนอก…..”                (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๙๓)

“ข้อสำคัญ สินธรเป็นนักรักที่สามารถ เรยา “ติด” บทรักของชายคนแรกในชีวิต หล่อนยอมรับว่า หลงสินธรจนบางครั้งลืมตัวฉะอ้อนถามเขาว่าทำเสน่ห์หรือ หล่อนจึงหลงรักเขาปานจะกลืนความรัก แบบ หลบ ๆ ซ่อน ๆ เร่าร้อนถูกใจเรยานัก ยิ่งคู่นอนย่างเข้าวัยกลางคน ยิ่งเป็นโอกาสให้สาว ๒๐ เช่นเรยาตามใจ ตัวเองได้เต็มที่ หล่อนหมั่นเติมรสชาติด้วยจริตกิริยาต่าง ๆ นานานึกรักขึ้นมาก็แสดงออก อย่างเปิดเผยโดย ไม่เลือกสถานที่….” (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๙๔)

จากข้อความดังกล่าวพบว่าการแสดงออกทางพฤติกรรมเพศวิถีของเรยา โดดเด่นชัดเจน เป็นตัวของ ตัวเอง  พูดได้ว่ากล้าเลือกที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับชายที่ตนพึงพอใจโดยไม่ได้สนใจต่อกระแสสังคมที่เป็นตัวกำหนดบทบาทของสตรี

“เรยา” กับพฤติกรรมก้าวร้าวต่อผู้ให้กำเนิด

                จากการที่ได้ศึกษาพฤติกรรมของ “เรยา” มาพอสมควร พบว่านอกจากเรยาจะมีพฤติกรรมที่ไม่ พึงประสงค์ในเรื่องของพฤติกรรมทางเพศแล้ว ยังพบว่าเรยา ยังมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์กับมารดา ผู้ให้กำเนิดซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สังคมไทยไม่สามารถรับพฤติกรรมนี้ได้ เพราะผู้ให้กำเนิดเป็นบุคคล ที่เราควร เคารพบูชาและเทิดทูนไว้เหนือสิ่งอื่นใด การที่เราจะพูดด้วยวาจาที่ก้าวร้าวหรือมีพฤติที่ก้าวร้าว ต่อแม่ผู้ให้ กำเนิดถือว่าเป็นบาป และอาจเรียกได้ว่าเป็นลูกทรพี   ซึ่งเพศหญิงผู้ได้ชื่อว่าเป็น “กุลสตรีไทย” จะต้องไม่มี พฤติกรรมก้าวร้าวเช่น “เรยา” ซึ่งจะพบพฤติกรรมที่แสดงออก ถึงความก้าวร้าวต่อแม่ผู้ให้กำเนิด ได้จากตอน ที่ว่า

“ไม่เอา  เรยาหน้าบึ้ง หล่อนสะบัดเสียงขัดทันที เรยาไม่เคยต้องประหยัดกิริยากับ แม่ตั้งแต่ไหน แต่ไร  เรยาไม่เคยกลัวเกรงแม่ของหล่อน ลำยองต่างหากเป็นฝ่ายทั้งรักทั้งกลัวลูก” ……. “เรื่องอะไร ของ ของเราใหม่ ๆ จะให้คนอื่นไปประเดิมเพราะเห็นแก่เงินจิ๊บจ๊อย แม่นะแม่ เลิกทำกระจอกเสียทีได้ไหม ทำอย่างงี้ฟ้าอายเขานะจะบอกให้ ………ลำยองหน้าเสีย หล่อนไม่เข้าใจอีกตามเคย ว่าทำผิดอะไร ลูกสาว จึงต้องอับอายถึงกับเกรี้ยวโกรธนักหนา”  (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๒๐๑)

“เรยา”  ทำให้ผู้เป็นแม่ต้องหลั่งน้ำตามานับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งหากเป็นกุลสตรีไทย หรือหญิงไทยในอดีตคงไม่กล้าที่จะทำให้ผู้ให้กำเนิดต้องเสียใจ ด้วยกรอบของสังคมวัฒนธรรมที่เป็นตัวบังคับให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นเพศใดต้องเคารพและบูชาผู้ให้กำเนิด  ตรงกันข้ามกับ “เรยา”มักจะทำให้ผู้ให้กำเนิดต้องเสียน้ำตาเสมอ ดังจะพบได้จากความตอนที่ว่า

“ฟ้า  ฟังแม่ก่อน” น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มเปลี่ยนเป็นสำนึกผิดที่ทำให้ลูกสาวไม่พอใจ “ใจเย็น ๆ ซีลูก อย่าเพิ่งโกรธแม่  ยังไง ๆ แม่ก็แล้วแต่ฟ้าอยู่แล้ว…….”  (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๒๐๑)

“เรยา” มักจะคิดและทำหน้าที่เกินลูก ตัดสินใจทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตนเอง จนบ้างครั้งเป็นฝ่าย ออกคำสั่ง ให้แม่ผู้ให้กำเนิดทำตามที่ตนต้องการ ซึ่งหากเป็นกุลสตรีไทยหรือหญิงไทย ในอดีตจะ ไม่สามารถออกความเห็นหรือทำตามใจตนเองได้ จะต้องมีพ่อหรือแม่เป็นผู้คิดและตัวสินใจให้ทุกเรื่อง แม้แต่กระทั่งเรื่องการใช้ชีวิตคู่ แต่เรยามักจะเป็นฝ่ายคิดตัดสินใจทุกอย่างแทนแม่ถึงแม้ว่า แม่จะไม่เห็นด้วย กับความคิดของ   เรยาก็ตาม แต่ด้วยความรักจึงต้องปล่อยให้ลูกเป็นฝ่ายทำหน้าที่ออกคำสั่งแทนแม่ทุกเรื่อง ดังจะพบในความตอนหนึ่งว่า

“ทั้งนี้ทั้งนั้น  ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเรยาและการตัดสินใจก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์     กาละ และสถานที่  ลำยองปล่อยให้ลูกสาวครองความเป็นใหญ่จนเคยตัว  จนดูเหมือนคน ที่เป็นแม่น่าจะ เป็นเรยามากกว่า” (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๒๐๒)

จากพฤติกรรมต่าง ๆ ของเรยาดังกล่าวมาข้างต้น ทำให้เห็นชัดว่า เรยา เป็นสตรีที่มีความก้าวร้าวจน กลายเป็นลักษณะนิสัยเฉพาะของเรยา ที่ีมักจะมีพฤติกรรมไม่เหมาะสำหรับ ผู้เป็นลูกที่จะพึงกระทำต่อ บุพการีได้  และไม่ว่าเป็นสตรีในอดีตหรือปัจจุบัน หรือจะเป็นเพศใดก็ตามการปฏิบัติ เช่นนี้กับผู้มีพระคุณ หรือบุพการีถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรให้อภัย

“เรยา” มิใช่ “กุลสตรีที่รักเดียวใจเดียว”

จากการอ่านบทประพันธ์พบว่า “เรยา” ทำลายกรอบความคิดที่เกิดจาก “มายาคติ” ที่สังคมกำหนด ว่าผู้หญิงจะต้องรักเดียวใจเดียว ห้ามนอกใจผู้เป็นสามี และหากต้องมีอันหย่าร้างกันฝ่ายหญิง ก็มักจะเป็น ผู้ที่ต้อง อยู่ในกรอบที่สังคมกำหนดว่าไม่ควรมีสามีคนใหม่ทันทีต่างกับเพศชายที่เมื่อมีการหย่าร้างก็สามารถ มีภรรยาใหม่ได้ทันทีโดยไม่มีกรอบทางสังคมกำหนด    “เรยา” หญิงที่มิได้เป็นกุลสตรีไทย จึงไม่สนใจใน เรื่องทางมายาคติที่สังคมกำหนด หากแต่ “เรยา” กล้าที่จะท้าทายสังคมโดยเสมือนว่า ผู้ชายปฏิบัติได้ผู้หญิงก็ สามารถปฏิบัติได้เช่นเดียวกับแนวคิดของสตรีนิยมแนวเสรีนิยม ความแตกต่างระหว่างเพศ มีความสำคัญ น้อยกว่าความเสมอภาคระหว่างเพศโดยเฉพาะความเสมอภาคในด้านสิทธิต่างๆของทั้งผู้หญิงผู้ชาย ดังนั้น “เรยา” จึงไม่ใช้ความแตกต่างระหว่างเพศมาเป็นหลักกำหนดวิถีชีวิตการอยู่ร่วมกันในสังคม และเห็นว่าทุกคน ทุกเพศ มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ข้อความหลาย ๆ ตอนในบทประพันธ์ที่ชี้ให้เห็นว่า “เรยา” ไม่ได้เป็นกุลสตรีที่ต้องรักเดียวใจเดียว เหมือนกุลสตรีไทยในอดีต เช่นตอนที่เลิกกับสินธรได้ไม่กี่วัน เรยาก็ใช้ความสาวความสวยในการหาคู่รัก ใหม่ทันที ดังความตอนหนึ่งว่า

“ถึงเรยาจะอาวรณ์ไออุ่นของอ้อมอกบุรุษเพศที่เพิ่งห่างเหินไป หล่อนก็สู้หักห้ามใจ ไว้………หล่อน ใช้เวลากวาดสายตามองผู้โดยสารที่เป็นบุรุษเพศอย่างพินิจพิเคราะห์ ผู้ชายที่หล่อนวาดไว้ในใจน่าจะ เป็นคน หนึ่งคนใดในบรรดาผู้โดยสารชั้นหนึ่งนั่นแหละ” (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๒๐๕)

เมื่อเรยากล้าที่จะท้าทายสังคมโดยแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องมีผู้ชายคนใหม่มาแทนที่คนเก่าที่เพิ่งเลิกร้างกันไปให้ได้ทันที ความตั้งใจของเรยาก็ประสบผลสำเร็จ เพราะเรยาได้พบกับเพศชายที่หมายปอง นั่นคือ คุณชายใหญ่นักธุรกิจระดับเศรษฐี ดังความตอนหนึ่งว่า

“ เรยาหมดหน้าที่แล้ว…..กลับยืนแฝงตัวอยู่ในความมืดหลังม่านซึ่งกั้นส่วนที่จัดไว้สำหรับผู้โดยสาร ชั้นหนึ่ง หล่อนแหวกม่านแอบส่งสายตาจ้องมองผู้โดยสารพิเศษ ด้วยความประทับใจ ผู้ชายคนนี้มีหลาย อย่างที่ตรงตามเป้าที่หล่อนกำหนดไว้” (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๒๐๗)

“เรยา” กำหนดเพศวิถีของตัวเองให้เป็นไปตามที่ตนพึงพอใจ เรยาทำทุกอย่างที่จะมัดใจชายที่ตนเอง หมายปอง และก็เป็นผลสำเร็จ เรยาใช้ชีวิตอยู่กับคุณชายใหญ่อย่างลับ ๆ จนกระทั่งทั้งสองมีลูกด้วยกัน      แต่กระนั้นแล้วเรยาก็ไม่อาจจะเป็นกุลสตรีที่รักเดียวใจเดียวเหมือนกุลสตรีในอดีตได้ ด้วยความเร่าร้อนและ มักมากในกามอารมณ์ ภรรยารองอย่างเรยาต้องอยู่ต่างประเทศเพียงลำพังซึ่งผู้เป็นสามีต้องอยู่ดูแลครอบครัว ภรรยาหลวง เหตุนี้ทำให้เรยาไม่สามารถขาดซึ่งรสแห่งรักและไม่สามารถทนกับความเหงาได้จึงต้อง แสวงหาเพื่อนชายที่เหมาะสมมาเป็นเพื่อนรู้ใจ และความปรารถนาของเรยาก็เป็นจริงตามที่ตนต้องการ เรยา พบกับชายที่หมายปองชื่อ ซี.เค. ดังความตอนหนึ่งว่า

“ความปรารถนาของเรยาที่มีต่อหนุ่มลึกลับ นับวันยิ่งร้อนแรงจนกลายเป็นความคลั่งไคล้ หล่อนใจ จดใจจ่ออยู่กับเขาจนไม่นึกถึง พ่อร่วมโลก ที่หล่อนเคยหลงใหล ……..ถึงจะรู้จักซี.เค.น้อยนัก แต่หล่อนก็ แน่ใจว่าเขาคุ่ควรกับหล่อนทุกประการ หล่อนต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะจับเขาให้อยู่” (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๓๙๐ และ ๓๙๒)

และข้อความอีกตอนหนึ่งที่กล่าวถึง “เรยา” หญิงที่มิใช่กุลสตรีไทย ซึ่ง “ต้องรักเดียวใจเดียว” ได้อย่างชัดเจนที่สุด ดังความว่า

“ผิดหรือที่เรยาเก็บผู้ชายไว้พร้อมกันถึง ๒ คน คนหนึ่งเอาไว้เลี้ยง อีกคนเอาไว้รัก” (ถ่ายเถา สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๓๙๓)

จากข้อความต่าง ๆ ในบทประพันธ์ที่ได้กล่าวถึงเรยา ผู้ซึ่งมักจะไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง คนเดียวได้ และจึงมักจะหาเพื่อนชายรู้ใจไว้แนบข้างเสมอ จนบางครั้งต้องกลายเป็นหญิงที่ทำผิดศีลธรรม กลายเป็นหญิงที่มีความมักมากในกามารมณ์และสังคมประณามว่าเป็นผู้หญิงหลายใจ ตามกรอบความคิดที่ สังคมได้กำหนดไว้ว่ากุลสตรีนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ยึดมั่นในความรัก ต้องรักเดียวใจเดียว ห้ามนอกใจสามี ผิดกับชายผู้เป็นสามีที่สามารถมีภรรยาได้หลายคนถึงแม้ว่าเป็นเรื่องที่ผิด แต่สังคมก็มองว่าเป็นเรื่องปกติ ธรรมดาที่ผู้ชายต้องเจ้าชู้ เรยาจึงต้องกลายเป็นผู้หญิงกล้าที่เป็น ผู้ทำลายกรอบความคิดที่ว่า “กุลสตรีต้อง รักเดียวใจเดียว”

“เรยา” มองเรื่องเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติ

                ปัจจุบันเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ ซึ่งจะเห็นว่าผู้กำหนดโครงสร้างหลักสูตรพยายาม นำเรื่องเพศเข้าไปเสริมในบทเรียน เช่นให้นักเรียนได้ศึกษาเรื่องเพศศึกษา  เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ วิธีการ ป้องกัน และมีอีกหลาย ๆ เรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องเพศศึกษา แต่ในอดีตการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษา เป็นสิ่งที่น่าอาย และไม่ควรนำมาสอน หรือพูดอย่างเปิดเผย แต่สื่อปัจจุบันทำให้เรื่องเพศศึกษาเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว และถือเป็น เรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้องเรียนรู้  เช่นเดียวกับ “เรยา” ที่คิดว่าเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติ และเปิดเผยได้โดยไม่รู้สึกอายซึ่งกุลสตรีไทยในอดีตมักจะไม่พูดถึงเรื่องเหล่านี้เพราะเป็นเรื่องที่รู้กัน ระหว่างคู่รักและถือเป็นเรื่องลับไม่ควรนำมาเล่าหรือพูดอย่างเปิดเผย ซึ่งจะพบได้จากข้อความหลายตอนที่ บ่งชี้ให้เห็นว่า “เรยา” มองเรื่องการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมชาติ ดังความตอนหนึ่งว่า

“ไม่รู้ละ ฟ้าต้องเป็นฝ่ายบุกก่อนก็แล้วกัน     ผู้ชายอะไร…ทำท่าเช้ยเฉย  แต่แอบทำตายิ้ม ๆ ให้ฟ้า จับได้  เลยจัดการซะเลย”  (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๒๕๙)

“…..สินธรไม่เคยละเลยที่จะแตะเนื้อต้องตัวให้เรยาวาบหวามใจตลอดเวลาที่อยู่ใกล้ วิธีเอาชนะใจ หญิงด้วยชั้นเชิงแห่งโลกียวิสัย สินธรเจนจบทุกกระบวนการ……สินธรทำให้เรยาใจแตก หิวรักพร่ำเพรื่อ แต่หล่อนก็ไม่เห็นว่าผิดแปลกที่ตรงไหน มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ในเมื่อหล่อนเพิ่งวัยรุ่นเพียงไม่กี่ปี ยังเต็ม ไปด้วยเลือดสาวที่ร้อนเร่ารุนแรง จะให้เย็นชาจืดชืดเหมือนคนแก่กระไรได้” (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๒๖๐)

และข้อความอีกตอนหนึ่งที่บ่งชี้ให้เห็นว่าเรยามีความคิดว่าการมีเพศสัมพันธ์หรือการร่วมรักเป็น เรื่องธรรมชาติซึ่งไม่หวั่นเกรงกรอบที่สังคมวางไว้ ดังความว่า

“เมียในความหมายของเรยาคือ ผู้ร่วมกิน  ร่วมนอน  ร่วมสุขและร่วมรักกันได้อย่างเสรีโดยไม่ต้อง หวันเกรงผู้ใด….ส่วนการดูแลปรนนิบัติเป็นเรื่องของแม่บ้านหรือคนรับใช้” (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๓๗๙)

ข้อความข้างต้นจะเห็นว่านอกจากเรยาจะมีความคิดว่าการร่วมรักนั้นสามารถทำได้อย่างเสรีแล้ว    เรยายังมีความคิดตามแนวสตรีนิยม โดยกล้าที่จะออกมาบอกว่าการดูแลบ้านเรือน การดูแลลูก หรือการดูแลสามีนั้นไม่ใช่หน้าที่ของผู้เป็นภรรยาอีกต่อไป หากแต่ทุกคนมีความเสมอภาคกัน ดังนั้นผลของความคิดเช่นนี้จึงตกอยู่ที่แม่บ้านคนรับใช้ที่ต้องทำหน้าที่ดังกล่าวแทนซึ่งเพศชายก็ยังคงอยู่สุขสบายดังเดิม

“เรยา” หญิงผู้ขบถต่อค่านิยมกุลสตรีไทย

            ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า“กุลสตรี” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๔๒ : ๑๓๕) ให้ความหมายไว้ว่า “หญิงผู้มีตระกูลและมีความประพฤติดี”อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นหญิงมีสกุลที่อาจจะสืบเนื่องมาจากความนับถือในชาติตระกูลที่สามารถย้อนนับได้หลายชั่วอายุคน จึงกลายเป็นว่าผู้หญิงที่เกิดในตระกูลเก่าแก่ ย่อมได้รับการอบรมสั่งสอนมาดี ซึ่งนั่นเป็นมายาคติที่สังคมได้กำหนดกรอบของกุลสตรีให้เป็นหญิงที่ต้องอยู่ในชาติตระกูลดี เช่นเป็นหญิงที่มีต้นตระกูลของขุนนางหรือ ข้าราชการเก่าแก่

ลักษณะของความเป็นหญิงดีเป็นไปตามค่านิยมของสังคมที่เป็นตัวกำหนดว่า ผู้หญิงนั้นต้องเป็นผู้ที่มีความประพฤติดี งดงามทั้งกาย วาจา ใจ ซึ่งอันที่จริงแล้วผู้หญิงโดนมองให้เป็นพลเมืองชั้นสองตลอดมา สังคมขีดกรอบให้เป็นไปตามที่กำหนด  และผู้ชายก็มีส่วนสำคัญในการกำหนดลักษณะของหญิงที่คิดว่าเป็นกุลสตรีไทย คือมีคุณสมบัติตามที่ผู้ชายเห็นว่าดี เช่น เป็นแม่ดี เป็นเมียดี เป็นลูกดี  การที่ผู้ชายมองว่าดีนั้นอาจจะหมายถึง การที่ผู้หญิงรู้จักศิลปศาสตร์ในการปรนนิบัติเอาใจคน ดูแลครอบครัว ให้ได้รับความสุขกายสบายใจซึ่งทำให้สังคมต้องตีกรอบให้เพศหญิงต้องรู้จักครองตน ครองคน ครองทรัพย์สมบัติ ใช้ความมีสติปัญญา และความสามารถจำกัดอยู่ในแวดวงของครอบครัว ทำกับข้าวยอด เย็บปักถักร้อยเยี่ยม มีกิริยามารยาทละมุนละไมเกิดเป็นภาพนึกของผู้หญิงดีที่ฝังใจคนไทยมานานโดยตลอด ซึ่งความสำคัญของเพศหญิงมีวงจำกัดอยู่แค่เรื่องของครอบครัวเท่านั้น อันจะออกความคิดเห็นหรือทำอะไรที่มากไปกว่านี้สังคมก็จะไม่ยอมรับ

หากจะมองในภาพหนึ่งของ “เรยา” หญิงผู้กล้าที่จะคิดขบถต่อความเป็นกุลสตรี กล้าที่จะตอบโต้มายาคติที่สังคมขีดกรอบจำกัดของคำว่า ผู้หญิง หรือ “กุลสตรี” จนมองข้ามไปว่าผู้หญิงก็มีสมองเช่นเดียวกับชายซึ่งมีความคิดนึก สติปัญญา และความสามารถเป็นอิสระ หากแต่คนในสังคมยังคงยึดติดอยู่กับมายาคติเดิมของ  “กุลสตรี” ว่าต้องเป็นแม่เหย้าแม่เรือนดี จำกัดบทบาทของผู้หญิงอยู่ในความหมายของคำ แต่เรยา ไม่ยอมให้ผู้ใดมาตีกรอบการดำเนินชีวิตของตน เธอผู้มีความมั่นใจในความงดงามของตัวเองลุกขึ้นมาใช้ชีวิตตามที่ตนเองเป็นผู้กำหนด ยอมแม้แต่จะเอาชีวิต เอาศักดิ์ศรี เอาตัวเข้าแลก ยอมขบถต่อความเป็นหญิง ความเป็นกุลสตรีที่สังคมตีกรอบ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนหมายปอง ให้ได้มาซึ่งเงินทอง เกียรติยศและชื่อเสียง ที่สำคัญให้ได้มาซึ่งการครอบครองชายที่ตนหมายปองและปรารถนาจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจนบางครั้งต้องทำให้ศักดิ์ศรีของความเป็นหญิง ศักดิ์ศรีของความเป็นกุลสตรีนั้นลดน้อยถอยลงตามกรอบที่สังคมตีกรอบไว้ว่า หญิงที่ประพฤติตนเช่นเรยา เป็นหญิงที่ไม่ดี

แต่ใครจะรู้บ้างว่าในพฤติกรรมที่เรยาแสดงออกมานั้นมีสิ่งใดแอบซ้อนอยู่บ้าง  ตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ    “เรยา” นึกเสมอว่าตนเองเป็นเด็กที่ขาดความอบอุ่น กำพร้าพ่อตั้งแต่เกิด ไม่มีใครรักและมีปมด้อยในเรื่องหน้าตา ผิวพรรณดำเหมือนแขก และโดนใครต่อใครล้อเสมอว่าเป็นลูกแขก ดังความว่า

“แม่เจ้าโว้ย” เสียงแม่ค้าเจ้าประจำทัก “วันนี้เดาะสีจำพูตั้งแต่หัวตลอดตีนเชียวเรอะ นังแขก ตัดกับสีผิวดีแท้”   (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๕๑)   และความอีกตอนหนึ่งที่โดนคุณชายเล็กและเหล่าพี่น้องด่าว่ามาตลอดจนกลายเป็นปมด้อยของเรยาตั้งแต่เด็ก ดังความว่า

“อีนางฟ้าหน้าดำ…ดำตับเป็ด…ดำมะละกา…อีแขกกะลิง…” (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๕๖)

คำหยอกล้อและด่าทอที่เรยาได้ยินมาตั้งแต่เด็กทำให้เรยาคิดเสมอว่าไม่มีใครรักตนเองและทำให้เป็นปมด้อยคิดร้ายกับผู้อื่นตลอดมา โดยเฉพาะคำว่า “แขก” ซึ่งเป็นคำที่เรยาไม่ชอบ ดังความตอนหนึ่งว่า

“ไม่รู้ละ  หนูบอกตั้งหลายหนแล้วว่าไม่ชอบชื่อนี้ หนูเกลียด เกลียด เกลียด” เด็กขึ้นเสียงดัง “เพราะชื่อบ้า ๆ นี่เชียว  ใคร ๆ เลยหาว่าหนูเป็นลูกแขก  หนูเกลียดไอพวกบาบู  เกลียดแขกขายถั่ว  มัน ๆ ขายน้ำอบ แขกยาม…หนูเกลียดมันทั้งนั้น ยิ่งพระแขกตัวเหม็น ๆ ถือกะลาเซ่งจี้ขอทาน หนูยิ่งทั้งเกลียดทั้งกลัว”              (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๕๙)

สิ่งที่เรยาได้รับในสมัยเด็ก ทำให้เรยาเป็นปมด้อยติดตัวมาตลอดและทำให้เรยากลายเป็นหญิงที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว พูดจาไม่สุภาพ ไม่มีความอ่อนโยนมาตั้งแต่เด็ก และเมื่อโตขึ้นจึงทำอะไรที่ตรงกันข้ามกับมายาคติที่สังคมจำกัดไว้ในคำว่า “กุลสตรี” โดยติดลักษณะนิสัยเมื่อคราวที่ยังเป็นเด็กแม้ว่าเมื่อโตขึ้นเรยาจะมีหน้าตาและลักษณะบุคลิกภาพที่งดงามก็ตาม

เรยาไม่ได้มีนิสัยอ่อนโยนถึงแม้ว่าหน้าตาของเรยาจะงดงามก็ตาม ตรงกันข้าม “เรยา” มีความแข็ง

กระด้าง โดยเฉพาะเมื่อมีอารมณ์โกรธมักจะควบคุมสติไม่ได้จึงแสดงกริยาแข็งกระด้างออกมาให้เห็นชัดเจน ดังความตอนหนึ่งว่า

“เสียงปิดประตูรถดังปัง…..เสียงฝีเท้ากระแทกกระทั้นถี่ยิบบนพื้นหินขัด…..ตามด้วยเสียงรองเท้าถูก

สกัดโดยแรงกระเด็นกระทบบานประตูเปรี้ยง…..” (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๒๔๗)

เรยามักพูดจาไม่สุภาพและก้าวร้าวอยู่บ่อยครั้ง จะพบในเวลาที่แสดงอารมณ์โกรธ ดังความว่า

“ลูกเขย…แปลว่าผอสระอัวของลูกสาวไม่ใช่เหรอแม่” (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๒๕๒)

“แม่รักฟ้า แม่ไม่อยากให้ฟ้ากิริยาวาจาแข็งกระด้างไม่น่ารัก คำว่าผัว มันไม่เหมาะที่จะออกจากปากกุลสตรี…ถึงเราเลือกเกิดไม่ได้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรายกระดับตัวเราเองไม่ได้…” (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๒๕๓)

ดังที่กล่าวมาแล้วว่า “เรยา” ถูกมองว่าเป็นหญิงที่ขบถต่อความเป็นกุลสตรี อาจจะเนื่องมาจากเรยาทำไปเพื่อต้องการเรียกร้องอะไรบางอย่างให้สังคมได้รับรู้ว่าการเป็นผู้หญิงนั้นก็สามารถทำได้เช่นผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นความปรารถนาด้านทรัพย์สินเงินทอง  เกียรติยศชื่อเสียง แม้แต่กระทั่งความรักและกามารมณ์  ซึ่งในความเป็นจริงสิ่งที่ผู้หญิงอย่างเรยาปรารถนาก็เหมือนกับสิ่งที่ผู้ชายปรารถนาเช่นกัน เพราะต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เพียงแต่น่าสนใจว่าความปรารถนาของเรยานั้นมีวิธีการแสดงออกที่แตกต่างจากผู้ชาย และเป็นที่น่าสงสารที่ความปรารถนาบางอย่างของเรยาไม่ประสบความสำเร็จเพราะความเป็นผู้หญิงนั่นเอง

จำเริญลักษณ์    ธนะวังน้อย (๒๕๔๒ : ๑๙๕ – ๑๙๖) กล่าวว่า “ความปรารถนาของผู้หญิงที่ปรากฎในภาพยนตร์ ได้แก่ ความปรารถนาทรัพย์สินเงินทอง  ความปรารถนาชื่อเสียงเกียรติยศ และความปรารถนาเรื่องความรักและกามารมณ์” ซึ่งมีส่วนตรงกับความปรารถนาของเรยาที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่อง “ดอกส้มสีทอง” ดังนี้

“เรยา” ปรารถนาในทรัพย์สินเงินทอง จึงได้ขบถต่อความเป็นกุลสตรี แสดงพฤติกรรมที่ทำให้สังคมสั่นคลอน เพราะทำให้สังคมเกิดปัญหาการขัดแย้ง แตกแยกขึ้นภายในครอบครัวซึ่งสิ่งที่เรยาทำนั้นเป็นสิ่งที่ผิดต่อศีลธรรม โดยเรยาไม่ได้รู้สึกว่าตนกระทำผิดแต่ประการใด อีกทั้งมักจะมองหาและเลือกคบกับเฉพาะผู้ชายที่รวย มีฐานะดี พอที่จะเลี้ยงดูและมีเงินพอที่จะให้เธอได้ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ดังความตอนหนึ่งว่า

“เรยาไม่เคยนิยมยินดีกับบรรดาหนุ่มน้อยอยู่แล้ว…..จะให้เรยาไปกัดก้อนเกลือกินจนกว่าจะลืมตาอ้าปากด้วยกันเห็นทีจะไม่ไหวแน่”  (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๒๐๗)

“หนุ่มใหญ่ที่เรยาเพิ่งพบบนฟ้าต้องเป็นนักธุรกิจระดับเศรษฐีอย่างไม่ต้องสงสัย …….เรยาต้องรู้จักเขาให้มากกว่านี้…….เท้าเร็วเท่าความคิด หล่อนปราดเข้าไปนั่งคุกเข่าเกาะเท้าแขนที่นั่งของบุรุษที่พึงพอใจ” (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๒๐๘)

จะเห็นว่าจากความทั้งสองตอนที่กล่าวมานั้น เรยา ไม่ได้สนใจต่อสายตาของสังคมที่ตีกรอบความเป็นกุลสตรีไว้แต่อย่างใด เธอยอมขบถต่อความเป็นกุลสตรีเพื่อให้เธอได้สมหวังในสิ่งที่ตั้งไว้เธอก็จะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาครอบครอง

“เรยา” ยังปรารรถนาในเกียรติยศชื่อเสียงในสังคม จึงมีพฤติกรรมที่ขบถต่อความเป็นกุลสตรี การอยากเป็นที่รู้จัก ได้รับการนับหน้าถือตา เป็นคนดังในสังคม ทำให้เรยาต้องทำผิดศีลธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยการเลือกคบเฉพาะผู้ชายที่มีความร่ำรวยและมีหน้ามีตาในสังคมแม้ว่าชายผู้นั้นจะมีภรรยาอยู่แล้วก็ตาม ดังความตอนหนึ่งว่า

“เรยาไม่เคยปิดบังว่าเป็นคนของสินธร แทนที่จะอับอายเรยาถือว่าการมีนายหนุนหลังเป็นปมเขื่อง หล่อนทะนงตนนัก……..บุรุษที่เข้าข่ายพิจารณาของหล่อนต้องสูงส่งทั้งเกียรติและฐานะ ต้องรูปงาม นามสกุลต้องหรู ยิ่งเป็นนามสกุลพระราชทานเรยายิ่งสน มิฉะนั้นก็ต้องนามสกุลเศรษฐีใหม่ที่โด่งดังในสังคม” (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๙๒ – ๙๓)

จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นว่า “เรยา” ไม่ได้สนใจต่อค่านิยมของความเป็นกุลสตรี คือไม่สามารถจะประพฤติผิดแย่งผู้ชายที่มีภรรยาแล้วมาเป็นของตนได้ แต่เพื่อสนองความต้องการของตนเองเรยาทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งเกียรติยศชื่อเสียงและฐานะตามที่ตนเองต้องการ

นอกจากนั้น “เรยา” ยังมีความปรารถนาในเรื่องของความรักและกามารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เร้ารึงใจ     เรยาจนทำให้เธอหลงใหลในกามารมณ์ ดังความตอนหนึ่งว่า

“เรยา ติดบทรัก ในชายคนแรกในชีวิต หล่อนยอมรับว่าหลงสินธร..จนปานจะกลืนกินความรักความใคร่แบบหลบๆซ่อนๆ เร่าร้อนใจถูกใจเรยานัก ถ้าไม่ได้อย่างใจก็แผลงฤทธิ์ ทุ่มทอดตัวนอนดิ้นพราด ๆ จนฝ่ายชายต้องยอมตามใจ” (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๙๔)  และความอีกตอนหนึ่งว่า “…..สินธรไม่เคยละเลยที่จะแตะเนื้อต้องตัวให้เรยาวาบหวามใจตลอดเวลาที่อยู่ใกล้ วิธีเอาชนะใจ หญิงด้วยชั้นเชิงแห่งโลกียวิสัย สินธรเจนจบทุกกระบวนการ……สินธรทำให้เรยาใจแตก หิวรักพร่ำเพรื่อ แต่หล่อนก็ไม่เห็นว่าผิดแปลกที่ตรงไหน มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ในเมื่อหล่อนเพิ่งวัยรุ่นเพียงไม่กี่ปี ยังเต็ม ไปด้วยเลือดสาวที่ร้อนเร่ารุนแรง จะให้เย็นชาจืดชืดเหมือนคนแก่กระไรได้” (ถ่ายเถา  สุจริตกุล. ๒๕๕๓ : ๒๖๐)

จากข้อความข้างต้นทำให้เห็นว่าเรยากล้าที่จะลุกขึ้นมาขบถต่อค่านิยมความเป็นกุลสตรี ซึ่งเรื่องความรักและกามารมณ์เป็นสิ่งที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เก็บซ่อนไว้มิดชิดด้วยความอาย แต่ใช่ผู้หญิงอย่างเรยา เธอกลับกล้าที่จะเปิดเผย เพราะคิดว่าสิ่งที่ตนกระทำนั้นเป็นสิทธิส่วนบุคคล จึงเป็นช่องทางให้เรยา ขบถต่อค่านิยมของกุลสตรี และหลุดพ้นจากคำว่า “รักนวลสงวนตัว”  มาเป็นฝ่ายรุกที่สร้างความสัมพันธ์ทางเพศกับฝ่ายชายอย่างไม่เคอะเขิน

การที่เรยาเป็นหญิงที่ขบถต่อค่านิยมความเป็นกุลสตรีนั้นก็ทำเพื่อแสดงเจตนาชัดเจนถึงสิ่งที่ตนปรารถนาดังที่กล่าวถึงข้างต้น แม้ว่าความปรารถนานั้นจะไม่สมหวังก็ตาม

ความจริงแล้วเรยาเป็นหญิงที่น่าสงสาร เธอเห็นผิดเป็นชอบเสมอ ความฉลาดที่ขาดการขัดเกลาหรือชี้แนะ อีกทั้งปมด้วยที่มีอยู่ในตัว ส่งผลร้ายให้เรยาไม่เคยประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนปรารถนาแม้แต่ครั้งเดียว  อีกทั้งไม่เคยมีใครได้มีโอกาสสั่งสอนเรยา เพราะเธอปิดหูปิดตาปิดสมองไม่ยอมรับฟังใคร เธอถือว่าการที่เธอเอาตัวรอดได้ทุกครั้งแสดงว่าเธอฉลาดล้ำลึกกว่าใคร จึงทำให้เธอไม่ยอมฟังใคร ชีวิตของเธอจึงมีแต่ความหลงผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก การที่เธอคิดขบถต่อคำจำกัดความและค่านิยมของกุลสตรีนั้น ส่งผลเสียให้เธอต้องประสบกับปัญหาชีวิตซ้ำๆ และไม่เคยได้พบกับความสงบสุขในชีวิตเลย เพราะความเป็นมายาคติของคำว่า ผู้หญิง และกุลสตรี มีกรอบจำกัดให้มนุษย์เพศแม่ต้องประพฤติปฏิบัติตนตามที่สังคมกำหนดหากทำอะไรที่ขัดต่อศีลธรรม หรือขัดต่อเพศของตนที่พึงกระทำได้ชีวิตก็จะไม่ประสบกับความสำเร็จและจะต้องโดนสังคมดูถูกดูแคลนว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี ถึงแม้ว่าบางครั้งผู้หญิงหลาย ๆ คนต้องการลุกขึ้นมาทำแบบเรยาแต่เมื่อมีสังคมเป็นตัวกำหนดบทบาทจึงทำให้ไม่สามารถกระทำอย่างเรยาได้

วิถีชีวิตของเรยาทำให้สังคมได้รับรู้แล้วว่าการที่เพศหญิงเกิดความรู้สึกกดดันในสิทธิความเท่าเทียมกัน หรือการรู้สึกว่าเพศหญิงเป็นเพศที่มีปมด้อย จะทำให้ผู้หญิงลุกขึ้นมาทำอะไรที่สั่นคลอนสังคมได้ และเป็นสิ่งที่ควรย้อนกลับมาคิดว่าการที่เรยาขบถต่อค่านิยมกุลสตรีที่สังคมกำหนดมาเนิ่นนานนั้น ผู้หญิงรุ่นใหม่จะมีอารมณ์คล้อยตามไปได้มากแค่ไหน พฤติกรรมทุกสิ่งทุกอย่างที่เรยาแสดงออกสะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงในสังคมมีค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ความเป็นกุลสตรีเริ่มลดน้อยถอยลงตามกาลเวลา

สรุป

การวิเคราะห์พฤติกรรมของเรยาในหัวข้อ “เรยา” หญิงผู้ขบถต่อค่านิยมกุลสตรีไทย ตามมายาคติที่สังคมกำหนดให้เพศหญิงนั้นต้องเป็นเพศที่มีมีอ่อนแอ อ่อนโยน น่าทะนุถนอม เป็นช้างเท้าหลัง ตลอดจนมักจะไม่มีสิทธิ์ออกเสียงตามที่ตนพึงกระทำได้  จนทำให้เกิดมีกลุ่มสตรีนิยมออกมาเรียกร้องสิทธิของสตรีมากมาย เพราะนั้นเป็นเพียงสิ่งที่เพศหญิงทำได้เพื่อให้มีความเสมอภาคทัดเทียมกับเพศชายแม้ว่าสังคมปัจจุบันจะเปิดโอกาสให้เพศหญิงได้มีสิทธิเท่าเทียมกับเพศชายและมีสิทธิต่าง ๆ มากมายแต่นั่นก็เป็นเพียงฉากภายนอกที่สัมผัสได้ อิทธิพลของมายาคติที่บ่งบอกว่าเพศชายยังคงเป็นผู้มีอำนาจเหนือเพศหญิงก็ยังซ่อนเร้นอยู่ในทุกสังคม 

ความเป็นตัวตนของ “เรยา” เธอมิได้สนใจในสิ่งที่สังคมมีกรอบกำหนด “เรยา” มีความคิดเป็นของตนเอง  มีเพศวิถีที่แสดงออกถึงตัวตน อีกทั้งมีพฤติกรรมต่างๆที่แตกต่างจากหญิงไทยสมัยก่อนที่เรียกว่า “กุลสตรีไทย” โดยสิ้นเชิง “เรยา” ไม่อาจปฏิบัติได้เช่นกุลสตรี ผู้หญิงอย่างเรยาจึงตกเป็นจำเลยของสังคมไปตลอดทั้งชีวิตเพราะคิดฉีกกรอบเบ้าหลอมทางวัฒนธรรม  ฉีกความเป็นมายาคติทางสังคมที่กำหนดความเป็นตัวตนของกุลสตรี

ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าเรยาจะเป็นขบถต่อค่านิยมกุลสตรีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับผู้อ่านว่าจะมองในแง่มุมใด หากจะมองพฤติกรรมของเรยา เป็นพฤติกรรมที่น่าสนใจ และ เป็นพฤติกรรมที่ควรศึกษา ให้แง่คิดกับผู้อ่านก็พึงกระทำได้ หรือจะมองว่าเรยาเป็นผู้หญิงที่มีพฤติกรรมที่ไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง เพราะไม่มีค่านิยมกุลสตรีก็สามารถจะคิดได้ โดยไม่จำกัดความคิดและไม่จำกัดเพศเพราะมนุษย์ทุกเพศต่างก็มีความคิดเป็นของตนเอง โดยความคิดนั้นไม่ทำให้ผู้ใดเดือดร้อน อีกทั้งมนุษย์ทุกคนไม่มีใครที่ดีไปหมดทุกอย่าง หรือเสียจนหาดีไม่ได้เลย ความสำคัญอยู่ตรงที่รู้จักจุดเด่นและจุดด้อยของตนเองและมีวิจารณญาณที่จะตัดสินใจ ทำแต่สิ่งที่เป็นคุณแก่ตัวเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ

 

บรรณานุกรม

จำเริญลักษณ์    ธนะวังน้อย. (๒๕๔๒). เท้าหลังย่างก้าว : รวมบทความทางวิชาการด้านสตรีศึกษา.

กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ฉลาดชาย รมิตานนท์. (๒๕๔๔). วัฒนธรรม: อำนาจและสิ่งแวดล้อม. เชียงใหม่ : ศูนย์สตรีศึกษา คณะ

สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ถ่ายเถา  สุจริตกุล. (๒๕๕๓). ดอกส้มสีทอง .กรุงเทพ ฯ : สำนักพิมพ์แสงดาว.

สมเกียรติ วันทะนะ.  (๒๕๕๑). อุดมการณ์ทางการเมืองร่วมสมัย .  นครปฐม : โรงพิมพ์ศูนย์ส่งเสริมและ

ฝึกอบรมการเกษตรแห่งชาติ.

สายวรุณ   น้อยนิมิตร. (๒๕๔๙) . นวทัศน์วรรณคดีไทย . นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากร.

 

 

 

 

 

About kruatp

ครูผู้สอนภาษาไทย โรงเรียนปาล์มพัฒนวิทย์ อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต16 สงขลา-สตูล

Posted on 03/09/2012, in Uncategorized. Bookmark the permalink. 1 ความเห็น.

  1. ประเทศไทย โลกที่4

    ค่านิยมกุลสตรีไทย เหอะๆ มันไม่มีตั้งแต่ไหนแต่ไรละ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: